.

January 12, 2016

.

Comments Off

.

December 26, 2015

.

Comments Off

ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายทั้งในวงการการศึกษาและวงการอุตสาหกรรมทั่วโลก

June 23, 2015

8

ปัจจุบันนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ล้วนมีขนาดเล็กกะทัดรัดมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดีทั้งนี้เกิดจากการวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กหรือวงจรรวม (Integrated Circuit) ซึ่งเป็นเสมือนหัวใจหลักในการกำหนดขีดความสามารถของเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น และด้วยแนวโน้มนี้เองจึงส่งผลให้ศาสตร์ด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายทั้งในวงการการศึกษาและวงการอุตสาหกรรมทั่วโลก สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับ การพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 กล่าวคือ เป็นการนำมาตรการต่างๆ ทั้งด้านการเงินและการคลัง ด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรม และการนำระบบมาตรฐานอุตสาหกรรมมาใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในอุตสาหกรรมนี้มีการแข่งขันสูงมาก ประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มขีดความสามารถ และยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมที่เป็นเพียงผู้รับจ้างประกอบชิ้นงานอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมระดับปลายน้ำ ไปสู่ผู้ผลิตวงจรรวมซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีมูลค่าสูง

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ จึงมีโครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นศูนย์กลางของงานวิจัยและพัฒนาด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งยังเป็นโรงงานผลิตวงจรรวมแห่งแรกของประเทศไทย โดยเน้นตอบสนองความต้องการในการผลิตวงจรรวมต้นแบบ การฝึกอบรมสำหรับสถาบันการศึกษาและ ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งตรงตามจุดประสงค์หลักที่ต้องการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็นแหล่งความรู้ และเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศต่อไป สืบเนื่องถึงวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2538 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้จัดตั้ง ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีเป้าหมายเพื่อติดตั้งสายการผลิตและดำเนินการผลิตวงจรรวมเพื่อประยุกต์ใช้งานเฉพาะด้าน ระดับ 0.5 ไมครอน อีกทั้งยังมีเป้าหมายในการสร้างบุคลากรและปูพื้นฐานด้านเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนเพื่อสนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้ทัดเทียมระดับสากล และเป็นรากฐานในการพัฒนาสู่นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคต

Comments Off

การเติบโตของอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

April 26, 2015

อุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปัจจุบันนั้น นับว่ามีส่วนสำคัญในการผลักดัน การขยายตัวของเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงของสินค้าไอที อาทิเช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ที่มีการพัฒนาให้มีคุณสมบัติการใช้งานได้หลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ และผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้สินค้าบางชนิดอาจลดบทบาทลง เช่น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop PC) ที่ถูกทดแทนด้วยคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาหรือแท็บเล็ต และในอนาคตข้างหน้าเมื่อมีการพัฒนาระบบเน็ตเวิร์ค และเทคโนโลยี Cloud Computing ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ขนาดตั้งโต๊ะได้ นอกจากนี้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถยนต์นั้นมีการปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ได้หันมาผลิตรถยนต์แบบประหยัดพลังงานมากขึ้น

การสำรวจสถานภาพพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย พบว่ากลุ่มธุรกิจคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในรอบปีที่ผ่านมา (2553) จำนวน 66,297 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 19.4 ของมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยรวมทั้งประเทศ ซึ่งมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น และมีผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจในรูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คิดเป็นร้อยละ 17.7 ของจำนวนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมทั้งหมดของประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก ประกอบกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีนโยบายส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ทั่วถึงและเท่าเทียม เช่น โครงการบรอดแบรนด์แห่งชาติ เป็นต้น ทำให้ตลาดของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีการขยายตัวมากขึ้น นอกจากนี้ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านการแพทย์ ด้านการศึกษา ด้านอุตสาหกรรม ด้านการเงินการธนาคาร ด้านธุรกิจต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่าอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะผลักดันส่งเสริมธุรกิจในรูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความเข้มแข็งสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการในต่างประเทศได้

Comments Off

หมดยุคของยุคไมโครอิเล็กทรอนิกส์

March 21, 2015

เป็นเวลานานเกือบ 4 ทศวรรษมาแล้วที่พัฒนาการของแผงวงจรรวม (Integrated Circuits หรือ IC) เป็นไปตามที่ กอร์ดอน มัวร์ (Gordon Moore) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทอินเทล ได้กล่าวไว้ว่า “จำนวนทรานซิสเตอร์บนแผงวงจรรวมจะมีจำนวนมากขึ้นเป็นสองเท่าทุก 18 เดือน” โดยกฎของมัวร์ (Moore’s law) ดังกล่าวได้กลายเป็นทั้งแรงผลักดันและแรงกดดันให้วิศวกรคอมพิวเตอร์ทุกคนต้องพยายามแสวงหาวิธีการลดขนาดและเพิ่มจำนวนทรานซิสเตอร์บนแผงวงจรรวมให้มากขึ้นมาโดยตลอด โดยมีซิลิคอนครองตัวเป็นพระเอกในยุคไมโครอิเล็กทรอนิกส์มาโดยตลอด ทั้งนี้เป็นเพราะว่าซิลิคอนมีคุณสมบัติเป็นสารกึ่งตัวนำ (semiconductors) ที่จำเป็นต่อการสร้างทรานซิสเตอร์ นอกจากนี้ยังหาได้ง่าย ราคาถูก ประสิทธิภาพดี และสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมาก
แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้เวลาของซิลิคอนกำลังเหลือน้อยลงทุกทีแล้วและคงจะหมดความสำคัญไปพร้อมๆ กับไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เพราะถ้าพัฒนาการของไมโครชิปยังคงขึ้นอยู่กับการพยายามย่อขนาดของทรานซิสเตอร์ชนิดซิลิคอนนี้ให้มีขนาดเล็กและบางลงเช่นนี้ต่อไป เส้นกราฟที่เกิดจากกฎของมัวร์นี้จะไปชนกับข้อจำกัดทางฟิสิกส์ของวงจร (เมื่อวงจรมีขนาดเล็กประมาณ 0.05 ไมโครเมตร หรือที่หลายคนเรียกกันว่า กำแพง 0.05 ไมครอน (0.05 micron barrier)) ซึ่งเป็นระดับความเล็กของวงจรที่ทำให้ทรานซิสเตอร์แบบซิลิคอนไม่สามารถกันกระแสไฟได้อีกต่อไป ส่วนสาเหตุที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่า

1. อิเล็กตรอนที่ไหลผ่านทรานซิสเตอร์ที่มีขนาดเท่ากับหรือเล็กกว่า 50 นาโนเมตร จะถูกเร่งจากสนามไฟฟ้าให้เคลื่อนที่เร็วขึ้น จนทำให้เกิดการรั่วไหลของอิเล็กตรอนออกจากทรานซิสเตอร์กลายไปเป็นพลังงานความร้อน จนกระทั่งพัดลมระบายอากาศที่ติดตั้งไว้ไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน
2. เนื่องจากทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กมากและอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้นจนอาจเป็นสาเหตุให้อิเล็กตรอนสามารถเคลื่อนที่ทะลุ (tunneling) ผ่านเกทไปยังอีกด้านหนึ่งของทรานซิสเตอร์ได้โดยไม่ต้องอาศัยกำแพงศักย์
3. วิศวกรคอมพิวเตอร์ไม่สามารถสร้างวงจรไมโครอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดเล็กกว่า 50 นาโนเมตรได้จากวิธีการสักลวดลายวงจรด้วยแสงยูวี (UV lithography) เพราะความยาวคลื่นของแสงยูวีมีขนาดใหญ่กว่าร่องของวงจรไมโครอิเล็กทรอนิกส์

ปัจจุบันไมโครโปรเซสเซอร์ที่มีศักยภาพสูงที่สุดก็คือ อินเทลเพนเทียม 4 ซึ่งมีทรานซิสเตอร์บรรจุอยู่ถึง 42 ล้านหน่วย โดยมีขนาดของวงจรย่อยเท่ากับ 130 นาโนเมตร ในขณะที่อิเทเนียมโปรเซสเซอร์ของอินเทลซึ่งจะเป็นไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นถัดไปของบริษัทอินเทลจะมีทรานซิสเตอร์บรรจุอยู่ถึง 220 ล้านหน่วย ข้อเท็จจริงประการหนึ่งในการผลิตไมโครโปรเซสเซอร์แต่ละรุ่นคือ “ยิ่งทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้อุปกรณ์ในการประกอบมีความซับซ้อนมากขึ้นไปด้วยเช่นกัน” นั่นหมายความว่าการย่อขนาดทรานซิสเตอร์ในวงจรไมโครชิปรุ่นถัดๆ ไปอาจต้องใช้ต้นทุนในการก่อสร้างปริมาณมหาศาลมากจนกระทั่งการผลิตไมโครชิปเชิงพาณิชย์ต้องยุติไปในที่สุด อย่างไรก็ตามนาโนเทคโนโลยีได้ทำให้เกิดทางออกของข้อจำกัดนี้ได้หลายทางเลือก

Comments Off